loading
”สภาพัฒน์”ปั้น 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ เทียบชั้น EEC รับเมกะโปรเจ็กต์
: 10 พฤศจิกายน 2563 | :

เปิด 3 มุมมองหน่วยงานรัฐ ชี้ทิศทางการพัฒนาเมือง “คิดใหม่ ให้เมือง” ท่ามกลางโควิด “สภาพัฒน์” ชี้เมกะโปรเจ็กต์หนุนเมือขยาย เกิดศูนย์กลางเศรษฐกิจ-เมืองบริวาร-Smart City

โดยจะเตรียมนำโมเดล EEC พัฒนาภาคใต้-เหนือ-อีสาน-กลาง “การท่องเที่ยว” รับสภาพตลาดหดตัว งัด Wellness Tourism ดูดเม็ดเงินหวังปลายปี 63 โกย 7.5 แสนล้าน ”กรมโยธาฯ”ติวเข้มพ.ร.บ.ผังเมืองใหม่ ดีเดย์พ.ค.64 คลอดธรรมนูญผังเมืองคุมการพัฒนาทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2563 เป็นวันผังเมืองโลก กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการ ภายใต้หัวข้อ WELLNESS CITY TRANSFORMATION : New Paradigm of Thailand City Planning “คิดใหม่ ให้เมือง”

สภาพัฒน์ชี้เมืองโตตามเมกกะโปรเจ็กต์

วงเสวนาเริ่มต้นจาก”ดนุชา พิชยนันท์ “ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและการเติบโตของเมืองอย่างบูรณาการ”ว่าการขยายของสังคมเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆถือเป็นหนึ่งใน “Mega Trend” สำคัญของโลกนี้ในยุคนี้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยี

“ปัจจัยที่ทำให้เมืองเกิดการขยายมาจากการพัฒนาของเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้น ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย”

สำหรับประเทศไทย ณ วันนี้ ถือว่าประชากรอยู่ในสังคมเมืองมากกว่าสังคมชนบทตั้งแต่ปี 2559 และเมืองในประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของเมืองระดับกลางจาก 27 เป็น 30 เมืองภายในปี2573

“เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากทั้ง รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยที่เร่งให้เกิดการพัฒนาเมือง เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้แสดงเป็นตัวอย่างแล้วว่า การพัฒนารถไฟความเร็วสูงมีผลต่อการพัฒนาเมือง”

ทั้งนี้จากการสำรวจในรอบ 20 ปี ทำให้เห็นว่าเมื่อโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงขยายตัวขึ้น การพัฒนาพื้นที่รอบๆรถไฟความเร็วสูงก็มีมากขึ้นไปด้วย ถ้าหากวางระบบการพัฒนาได้ตั้งแต่วันนี้พื้นที่ที่จะพัฒนาต่างๆก็จะเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งได้บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแล้ว

“ยุทธศาสตร์ชาติมีการพูดถึงการพัฒนาเมืองไว้เป็น 2 แผน 1.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 2. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (2561-2565) ที่สภาพัฒน์ฯร่างขึ้นโดยเฉพาะ กำหนดแผนพัฒนาเมืองไว้เช่นกัน มีเมืองเป้าหมาย ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครพนม หนองคาย และนครราชสีมา หากวางระบบการพัฒนาตั้งแต่วันนี้ การขนส่งสินค้าระหว่างกันก็น่าจะมีระบบมากขึ้น”

พัฒนาเป็นเมืองหลัก-บริวาร-อัจฉริยะ

เลขาฯสภาพัฒน์ฯยังฉายภาพการพัฒนาเมืองว่ามี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีกรุงเทพฯและปริมณฑล, เชียงใหม่, ขอนแก่น, 3 จังหวัดในเขตอีอีซี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา, สงขลา และภูเก็ต

ซึ่งเมืองเหล่านี้มีการพัฒนาอยู่แล้ว แต่จะต้องปรับปรุงให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมและเพียงพอ พัฒนาศูนย์กลางทางการแพทย์ สถานศึกษา และเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น จะต้องอาศัยความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน คือ ท้องถิ่น เอกชนและประชาชนในพื้นที่ และรัฐบาลกลางที่จะลงไปสนับสนุน

2. การพัฒนาเมืองขนาดกลาง หรือเป็นเมืองบริวารที่จะกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจออกไป ส่วนใหญ่เป็นเมืองที่ยังมีการพัฒนาไม่มาก ยังพอที่จะวางผังพื้นที่สีเขียวลงไปในพื้นที่ได้

และ 3. การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยจะคัดเลือกเมืองที่มีความพร้อม 7 ด้าน ได้แก่ Smart Environment, Smart Living, Smart Economy, Smart Mobility, Smart Energy, Smart People และ Smart Government

“การพัฒนาเมืองไม่ใช่1+1=2 พอทำไปเรื่อยๆจะไปเจอสิ่งที่จะต้องปรับ พอปรับแล้วมีคำถามว่าแล้วระบบงบประมาณที่มีอยู่ยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนไหม ต้องมีการคุยและบริหารจัดการกัน ฝ่ายท้องถิ่นจะต้องมีการสร้างเครือข่ายกับคนด้านวิชาการไว้ด้วย เพื่อให้การพัฒนาเมืองรอบด้าน ดังนั้น ปัจจัยสำคัญคือการกระจายอำนาจและงบประมาณให้ยืดหยุ่น เพื่อให้ทำอะไรได้นอกกรอบมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยากในตอนนี้แต่ก็ยังอยากเห็นในอนาคต”

บูมเขตศก.พิเศษชายแดน-EEC-SEC

นายดนุชายังกล่าวถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้เริ่มในปี 2526 บริเวณอีสเทิร์นซีบอร์ด แม้ว่าจะทำรายได้ให้ประเทศมาก แต่ก็มีผลด้านสิ่งแววดล้อมมากเช่นกัน ไม่มีระเบียบที่จะพัฒนาในระยะถัดไป จนมาปี 2558 มีการคิดถึงแนวเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

และปี 2559 มีการคิดค้นระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จนคิดต่อว่าถ้าทำแต่อีอีซีก็จะกระจุกตัวแต่ในพื้นที่เดิม จึงเริ่มมีแนวคิดในการทำระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(SEC) ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ว่าจะเดินต่ออย่างไร

ปักหมุด”ภาคเหนือ-อีสาน-กลาง”เพิ่ม

เมื่อได้ศึกษา SEC ในระดับหนึ่งแล้ว จึงมีการคิดถึงพื้นที่อื่นๆที่จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ เช่น ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แนวคิดที่จะทำคืออุตสาหกรรมครีเอทีฟ ดึงอัตลักษณ์ในพื้นที่ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรม

ภาคอีสาน มีอุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา แนวคิดคือทำอุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และภาคกลาง ที่อยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี แนวคิดคือ การพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดไม่รวมอีอีซี อยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ… เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.)ต่อไป

“ในอนาคตจะค่อยๆรวมเอาเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้รวมเข้าไปในพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2561 กระชับการบริหารพื้นที่เขตเศรษฐกิจให้อยู่ภายใต้พ.ร.บ.นี้อย่างชัดเจนและมีอำนาจเต็มมือมากขึ้น”เลขาสภาพัฒน์ฯกล่าว

โควิดทุบท่องเที่ยวโลกหาย 700 ล้านคน

ด้าน”ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในหัวข้อ “โอกาสของไทยสู่การก้าวเป็น High Value Wellness Tourism Destination” ว่า ปี 2562 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนถึง 39.79 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศถึง 1.93 ล้านล้านบาท
ขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวน 166.84 ล้านคน คิดเป็นรายได้รวม 1.08 ล้านล้านบาท รวมเป็นรายได้ทั้งหมด 3.01 ล้านล้านบาท

“เมื่อมีการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562ทำให้ องค์การท่องเที่ยวโลกหรือWTO ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วโลกหายไป 700 ล้านคน คิดเป็นรายได้ที่จะสูญเสียทั่วโลกรวม 730,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนักกว่าวิกฤติซับไพร์มเมื่อปี 2552 ถึง 8 เท่า และจะไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงปลายปี 2564”

ชี้ปีนี้รายได้วูบเหลือ 7.5 แสนล้าน

ส่วนผลกระทบที่มีในประเทศไทย รายได้ด้านการท่องเที่ยวช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.63) อยู่ที่ 655,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 70% เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ 52.71 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 6.7 ล้านคน

“คาดว่าปลายปี 2563 นี้ สถานการณ์จะยังไม่ดีขึ้น โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวภายในประเทศถึงสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 81 ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ 400,000 ล้านบาท ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติหยุดที่ 6.7 ล้านคน คิดเป็นรายได้รวมทั้งปีที่ 750,000 ล้านบาท”

ปรับตัวลุยท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติก็ยังมีโอกาส ททท.ได้เน้นกลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามียอดผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 น้อยมาก ททท.จึงอาศัยช่องทางนี้ในการทำตลาดด้านนี้โดยเฉพาะ

แบ่งลักษณะการท่องเที่ยว 2 รูปแบบ 1.เป็นเชิงส่งเสริมสุขภาพ เช่น บริการสปา นวดไทย วารีบำบัด เป็นต้น และ 2. เชิงบำบัดรักษาสุขภาพ เช่น การตรวจร่างกาย การผ่าตัดต่างๆภายในสถานพยาบาลที่มีคุณภาพสูง เป็นต้น

โดยมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกในปี 2555 อยู่ที่ 1.32 ล้านล้านบาท และมีอัตราเติบโตในปี 2560 ที่ 20.4 ล้านล้านบาท และระหว่างปี 2560-2562 ในประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถึง 12.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 400,000 ล้านบาท

“จุดแข็งด้านการทำ Wellness Tourism ของไทย ถือว่ามีศักยภาพมาก ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก โดยในปี 2559 สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council – WTTC) ประกาศให้ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตเร็วที่สุดในโลก ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงผังเมืองและการจัดการเมือง” นายยุทธศักดิ์กล่าว

มหาดไทยติวเข้มพ.ร.บ.ผังเมือง2562

ด้าน”อนวัช สุวรรณเดช” รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวในหัวข้อ”แนวทางการปฏิบัติตามพ.ร.บ.การผังเมือง 2562”ว่า กระทรวงมหาดไทยในฐานะเรกูเรเตอร์ด้านผังเมืองภายใต้พ.ร.บ.ผังเมือง 2562 โดยสาระสำคัญของพ.ร.บ.ดังกล่าวพัฒนามาจากพ.ร.บ.การผังเมือง 2518 ด้วยการเพิ่มเติมเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเข้าไปในพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งหมด 110 มาตรา 11 หมวด รวมบทเฉพาะกาล

สำหรับประเภทของผังเมืองตามพ.ร.บ.ฉบับนี้แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 1. ผังเมืองการใช้ประโยชน์พื้นที่ แบ่งออกเป็น กรอบนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระดับประเทศ, ผังนโยบายพัฒนาพื้นที่ภาค และแผนผังยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่จังหวัด กับ 2. ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินแบ่งเป็นผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ

ส่วนคณะกรรมการผังเมืองจะมี 3 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายผังเมืองแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นเลขานุการ พิจารณาผังนโยบายระดับประเทศและผังนโยบายระดับภาค

คณะกรรมการผังเมือง มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน พิจารณาผังนโยบายระดับจังหวัด ผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ และคณะกรรมการผังเมืองจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ยกเว้นกรุงเทพฯจะมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน พิจารณาจัดทำ

ขณะที่ผู้อำนาจในการทำผังเมืองกรมโยธาธิการและผังเมืองจะกำกับ 3 ส่วนคือ ผังนโยบายประเทศ ผังนโยบายระดับภาค และผังนโยบายระดับจังหวัด ส่วนผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ กรมจะกำกับร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

นายอนวัช กล่าวต่อว่า ในส่วนของความก้าวหน้าการดำเนินการตามพ.ร.บ.ผังเมือง 2562 ปัจจุบันอยู่ระหว่างทำอนุบัญญัติประกอบพ.ร.บ.จำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุม 5 ประเด็น 1. การรับฟังความคิดเห็น 1 มาตรา 2. การประเมินมาตรฐาน การยื่นคำร้องและค่าใช้จ่ายอื่นๆ 7 มาตรา 3. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 1 มาตรา 4. การได้มาซึ่งผู้แทนต่างๆ 1 มาตรา และ 5.การอุทธรณ์ 1 มาตรา

ปั้น”ธรรมนูญผังเมือง”บังคับใช้ พ.ค. 2564

นอกจากนี้ ในพ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีการเพิ่มการจัดทำ”ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง” โดยมีบัญญัติไว้ในมาตรา 7 และ 75 ของพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยคณะกรรมการนโยบายผังเมืองแห่งชาติได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดทำ

ซึ่งได้เริ่มยกร่างแล้วและจะนำร่างดังกล่าวไปรับฟังความเห็นตามภูมิภาคต่างๆ 10 ครั้ง ที่อยุธยา นครปฐม ชลบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช พิษณุโลกและกรุงเทพฯ แล้ว
จากนั้นตามขั้นตอนจะต้องส่งให้คณะกรรมการนโยบายผังเมืองแห่งชาติพิจารณา คาดว่าจะเสนอได้ประมาณเดือนมี.ค. 2564 ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

เพื่ออนุมัติให้ธรรมนูญดังกล่าวมีผลบังคับใช้ผูกพันหน่วยงานรัฐและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องต่อไป คาดว่าจะเสนอครม.ได้ประมาณเดือนเม.ย. 2564 และจะมีผลบังคับใช้ในเดือน พ.ค. 2564

หลักการของธรรมนูญดังกล่าวมี 3 ประการ ได้แก่ หลักการเชิงนโยบาย หลักการพื้นฐานและหลักการเชิงพื้นที่ และมีข้อบัญญัติ 26 ข้อ

เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.prachachat.net/property/news-552197
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @FEASY

เรื่องน่าสนใจ